Showing posts with label ออฟฟิศซินโดรม. Show all posts
Showing posts with label ออฟฟิศซินโดรม. Show all posts

3.1.13

10 เทคนิคป้องกันภัยออฟฟิศซินโดรม (Slim Up)

ออฟฟิศซินโดรม


10 เทคนิคป้องกันภัยออฟฟิศซินโดรม (Slim Up)
 

        หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ในตอนเช้าไม่ค่อยได้รับวิตามินดีจากแสงแดดสักเท่าไหร่ แล้วไหนจะออกจากออฟฟิศหลังพระอาทิตย์ตกดินอีก ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ แต่ในห้องปรับอากาศหรือแม้ช่วงเที่ยงยังนั่งทานกลางวันที่โต๊ะทำงานอีก โปรดระวังสักนิดเพราะคุณกำลังเสี่ยงต่อการเป็นออฟฟิศซินโดรมอย่างมาก และถ้าหากคุณมีอาการจำพวกนี้ควบคู่ไปด้วยล่ะก็ คุณกำลังเสี่ยงต่อโรคนี้อย่างแน่นอน

        กระดูก ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดข้อมือและข้อนิ้วมือ หมอนรองกระดูกเคลื่อน

        ดวงตา ปวดตา เคืองตา ดุนตา ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน ตาแห้ง น้ำตาไหล ตากระตุก

        สมอง ปวดศีรษะ สมองตื้อ มึนงง

        หากคุณกำลังมีลักษณะของอาการเช่นนี้อย่าได้ชะล่าใจเป็นอันขาด เพราะอาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณร้ายของโรคที่มนุษย์ออฟฟิศต้องเผชิญกัน อย่างถ้วนหน้า แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไขซะเลย การออกกำลังกาย ก็เป็นสิ่งไม่ควรละเลย แนะนำว่าหลังตื่นนอนยืดกล้ามเนื้อหลังช่วงล่าง โดยนอนคว่ำแล้วพยายามยืดร่างกายบริเวณหลัง เกร็งไว้สักครู่

        สำหรับผู้ที่อยู่ในอิริยาบถเดิมนาน ๆ เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ หรือหนีบหูคุยโทรศัพท์ อาจมีอาการดึงบริเวณไหล่ ต้นคอ หลัง จึงควรยืดกล้ามเนื้อด้วยการใช้มือจับ ศีรษะ จากนั้นค่อย ๆ ต้นศีรษะกับฝ่ามือในทิศทางที่สวนทางกัน ทำสลับทั้งด้านซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง ถ้ามีอาการเหนื่อยล้าจากการนั่งหรืออยู่ในท่าทางเดิมนานๆ ให้บริหารท่าแอ่นหน้าอกและแอ่นหลัง ยืดแขนออกจนสุดโดยให้ข้อมืออยู่ในระดับเอว จะช่วยยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น และที่สำคัญกับทิปส์ง่ายๆ ที่นำมาฝากกันดังต่อไปนี้

1. นั่งทำงานและใช้คอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย

        • นั่งเล่นตรงแนบติดกับเก้าอี้ ลำตัวเป็นมุมฉากกับขาช่วงบน เท้าทั้งสองวางแนบกับพื้นพอดี

        • จอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ห่างจากระดับสายตาพอดี มือ แขนช่วงล่าง และคีย์บอร์ดอยู่แนวระนาบเดียวกัน ปล่อยไหล่เป็นธรรมชาติขณะพิมพ์งาน

        •    ระยะห่างของสายตาและหน้าจอประมาณ 2 ฟุต ปรับความสว่างหน้าจอให้เท่ากับความสว่างจากด้านนอก อย่าให้มีแสงจ้าเข้าทางข้างหลัง ผู้ใช้งาน และพักสายตาบ่อย ๆ

2. ท่ายืน ไม่ยืนลงน้ำหนักบนข้างเดียว หรือยืนแอ่น/หลังค่อม

3. ท่านอน ไม่นอนขดตัวหรือนอนตะแคงนาน ๆ โดยไม่มีหมอนข้างช่วย

4. รองเท้า ไม่ควรใส่ส้นสูงเกินครึ่งนิ้ว หรือเมื่อมีความจำเป็นควรถอดออกบ้างและนวดที่ปลายเท้าเบา ๆ ในลักษณะของการคลึงจากปลายเท้าเข้าสู่ปลายนิ้ว

5. กระเป๋า ไม่ควรสะพายกระเป๋าหนักในข้างเดียวเป็นระยะเวลานานๆ ควรเปลี่ยนด้านสะพายบ้างเพื่อให้หัวไหล่ได้ปรับความสมดุลและไม่ควรหิ้วของ หนักโดยทิ้งน้ำหนักลงไปที่นิ้วอย่างเดียว

6. สายตา ไม่เล่นเกม หรือทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ไม่อยู่กลางแดดจ้าหรือในที่ที่มีฝุ่น-ลมมากเกินไป

7. ออกกำลังกาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือพยายามยืดแขนขาบิดตัวบ้างในขณะทำงานเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อยืดตัวจนเกิน ไป

8. พักผ่อน พักและบริหารสายตาด้วยการกระพริบตาถี่ ๆ 10 ครั้งทุก 30 นาทีที่ใช้คอมพิวเตอร์ กำหนดลมหายใจออกเป็นช่วงๆ เพื่อปรับออกซิเจนเข้าสู่สมอง

9. อาหาร ใน 1 วันพยายามทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานอาหารให้หลากหลายขึ้น หรือทานวิตามินบำรุงควบคู่ไปด้วยยิ่งดี

10. สร้างบรรยากาศ ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ และจะดียิ่งขึ้นถ้ามีตู้ปลาขนาดใหญ่ ๆ สักตู้ เพื่อช่วยคืนสมดุลความขึ้นที่เสียไปกับเครื่องปรับอากาศ

         จากการสำรวจพนักงานออฟฟิศในประเทศฝั่งยุโรปพบว่าส่วนใหญ่ต้องปรึกษาแพทย์ ด้วยอาการต่างๆ โดยอันดับหนึ่งคือ การปวดหลัง รองลงมามีอาการปวดบริเวณคอ/ไหล่ และปวดศีรษะตามลำดับ ซึ่งเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะออฟฟิศ ชินโดรม นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มคนทำงานอายุระหว่าง 16-24 ปี มีความเสี่ยงของการเกิดภาวะดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 55 เนื่องจากต้องทำงานหนัก ประกอบอิริยาบถในการทำงานไม่เหมาะสม ทั้งนั่งหลังต่อม การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ สูงกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ

          นอกจากนี้ปัญหาความเครียดก็ส่งผลต่อการเกิดภาวะนี้ด้วย โดยพบสูงถึงร้อยละ 80 สำหรับประเทศไทย เคยสำรวจในคนทำงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งจำนวน 400 คนพบว่าร้อยละ 60 มีภาวะดังกล่าว

ออฟฟิศซินโดรม โรคร้ายที่บรรเทาได้

ออฟฟิศซินโดรม โรคร้ายที่บรรเทาได้

ใครที่เข้าข่ายเป็น "ออฟฟิสซินโดรม" ไม่ต้องตกใจ เพราะมั่นใจได้ว่า เกินครึ่งคนทำงานออฟฟิศเป็นโรคนี้แทบทุกคน เพียงแต่จะแสดงอาการถึงขั้นไหน อย่างที่ทราบว่า ไม่ตายในทันที แต่แสนทรมาน เพราะฉะนั้น เราควรรู้วิธีบำบัดและบรรเทา เพื่อให้รางวัลกับร่างกายตัวเองจากการทำงานหนักบ้าง

อาการแรกที่หลายคนเป็น คือ ปวดร้าวตั้งแต่คอไปจนถึงเอว หรือผู้หญิงบางคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ หิ้วกระเป๋า หรือโน้ตบุ๊คหนักเกินไป จะมีอาการปวดขา และไหล่ร่วมด้วย แพทย์อายุรเวทบอกเคล็ดลับให้นำไปปฏิบัติคือ
  1. ยืดกล้ามเนื้อประมาณ 10 นาที เมื่อใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกัน 2 ชั่วโมง
  2. วางแขนแนบโต๊ะทำงานตั้งแต่ศอกไปจนถึงข้อมือ เวลาใช้คีย์บอร์ด
  3. ใช้หมอนรองบริเวณหลังเวลานั่งเก้าอี้สำนักงาน เพื่อป้องกันการปวดหลัง
  4. เมื่อ อาการปวดเมื่อยเริ่มสำแดง งดออกกำลังกายที่หนักเกินไป แต่ควรใช้วิธีบริหาร หรือคลายกล้ามเนื้อแทน เช่น การว่ายน้ำ หรือเล่นโยคะ

อาการ "ตาแห้ง" สายตาพล่ามัว ปวดกล้ามเนื้อตา ใต้ตาคล้ำ อาการยอดฮิตอีกอย่าง แนะนำให้เมื่อกลับมาจากทำงาน นำแตงกวาหรือถุงชามาแปะไว้บนเปลือกตา หลับตาพักประมาณ 15 นาที หากใครรักสวยรักงามขึ้นมาอีกนิด แนะนำให้ฝานมันฝรั่งสดแปะใต้ดวงตาเป็นประจำจะช่วยลดอาการบวมและดำได้ชะงัด และที่สำคัญ อย่าลืมรับประทานผัก ที่มีวิตามินเอควบคู่ไปด้วย ใครที่ยังเข้าใจผิดคิดว่าผักบุ้งมีวิตามินเอมากที่สุด รู้ข้อมูลใหม่โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขจัด 5 อันดับที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ นำลิ่วมาก่อนใคร คือ
(1) ตำลึง
(2) ผักหวาน
(3) แครอท
(4) ฟักทอง และ
(5) มะเขือเทศ

ส่วน ใครที่มีอาการขั้นรุนแรง เกินกว่าปวดเมื่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ คงต้องรีบปรึกษาแพทย์ อย่ารีรอให้โรคลุกลามไปสู่อาการหนัก แต่สำคัญที่สุด คือ การป้องกันก่อนเกิด เพราะนอกจากเสียสุขภาพใจแล้ว ยังต้องมาเสียสุขภาพจิตตอนจ่ายเงินค่ารักษาอีกด้วย