14.9.12

โรคลำไส้แปรปรวนอันตรายของคนเมือง




      เคยรู้สึกไหมว่ามีลมในกระเพาะมาก และเป็นคนเครียดจัดหรือไม่ ระวังจะเป็นโรคลำไส้แปรปรวน

       คยรู้สึก เหมือนมีลมอยู่ในท้อง ต้องเรอหรือผายลมบ่อยๆ มีอาการท้องเสียสลับท้องผูกกันบ้างหรือเปล่าคะ อาการมากมายจนสับสนไปหมดไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ ดังนั้นมาหาคำตอบเพื่อไขข้อข้องใจ พร้อมกับรับมือกับอาการแปรปรวนเหล่านี้กันค่ะ
โรคลำไส้แปรปรวน คืออะไร
        นพ.ณัฏฐากร วิริยานุภาพ แพทย์อายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ได้ให้ความรู้ว่า โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คือ โรคของลำไส้ที่บีบตัวผิดปกติ โดยตรวจไม่พบก้อนเนื้องอกด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ จึงลงความเห็นว่าเป็นโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในระบบทางเดินอาหาร และพบมากในคนวัยทำงานที่มีอายุ 30-50 ปี ซึ่งในปัจจุบันขยายผลไปยังกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้น

   เช็คอาการเตือนจากร่างกายด้วยตัวเอง
       การสังเกตความผิดปกติในเรื่องระบบขับถ่ายของตัวเราเอง เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้รู้ว่าระบบภายในร่างกายมีความผิดปกติหรือ เปล่า อย่างโรคลำไส้แปรปรวน จะมีสัญญาณเตือนออกมาในรูปแบบของระบบการขับถ่ายที่ผิดปกติ และมักมีอาการเด่นชัด ดังนี้

      มีอาการปวดท้อง โดยอาจจะปวดบริเวณกลางท้อง หรือปวดบริเวณท้องน้อย แต่โดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้าย ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบเกร็ง
      มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด
      มีอาการท้องโตขึ้น เหมือนมีลมอยู่ในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมบ่อย
      มีอาการถ่ายผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรืออาจมีท้องผูกสลับท้องเสีย บางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด
      การขับถ่ายอุจจาระมีลักษณะเหลว หรือเป็นมูกร่วมด้วย แต่จะไม่มีเลือด อาการมักจะเป็นๆ หายๆ มากน้อยสลับกันและมีอาการเกิน 3 เดือน

   รู้ทันสาเหตุ ห่างไกลโรคลำไส้แปรปรวน

       การป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างหนึ่งคือ การรู้เท่าทันต้นตอสาเหตุของโรค หากเรารู้จุดเริ่มต้นของโรคนี้ว่าเกิดจากอะไรก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับเส้นทาง เดียวกับโรคนี้ และเป็นหนทางที่จะทำให้รับมือกับโรคภัยที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราเองได้ดีที่ สุด ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของการเกิดโรค แต่จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคนี้มี 3 อย่างได้แก่

      1.เกิดจากการบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ เป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนที่ผิดปกติบางอย่างในผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียขึ้นได้
      2.เกิดจากระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ ได้แก่ อาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยว กาแฟ แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวลเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูกหรือท้องเสียได้
      3.เกิดจากความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของลำไส้ โดยปกติแล้วประสาทรับความรู้สึกที่ผนังลำไส้ ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้ และสมอง จะทำงานสอดคล้องกัน แต่หากสารที่ควบคุมการทำงานของลำไส้เกิดความผิดปกติก็จะส่งผลให้การทำงานของ ลำไส้แปรปรวนได้

   2 แนวทาง รับมือโรคลำไส้แปรปรวน
       หากใครที่กำลังเผชิญกับสภาวะลำไส้แปรปรวนไม่ควรกังวล แต่จะต้องกล้าเผชิญพร้อมรับมือ และจัดการกับโรคที่กำลังสร้างความรำคาญให้ชีวิตอยู่นั้นให้ได้ ด้วยการรักษาที่ถูกต้อง และหมั่นดูแลร่างกาย จิตใจให้ผ่อนคลายอยู่เสมอ โดยวิธีการที่จะควบคุมกับโรคนี้มีดังนี้

      วิธีแรกคือ การกินยา (ตามคำแนะนำของแพทย์) โดยยาที่ใช้รักษาจะเป็นยาที่รักษาตามอาการ เพราะยังไม่มียาชนิดใดที่รักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ เช่น กลุ่มคนที่มีอาการปวดท้อง อาจจะกินยาที่ช่วยคลายการบีบตัวของลำไส้ ลดอาการปวดเกร็ง กลุ่มคนที่มีอาการท้องอืด มีลมในท้อง อาจจะกินยาลดแก๊สในกระเพาะ หรือยาขับลม ส่วนกลุ่มคนที่มีอาการท้องผูก อาจจะกินยาที่ช่วยเพิ่มไฟเบอร์ หรือยาระบายอ่อนๆ ซึ่งการรักษาจะต้องรักษาตามอาการเพราะยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถรักษาครอบ คลุมอาการทุกอย่างได้

      นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว วิธีที่สำคัญอีกอย่างที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคคือ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เพราะโรคนี้มีโอกาสเป็นๆ หายๆ และส่วนใหญ่จะมีอาการที่เป็นมานานแล้ว ไม่ได้เป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นคนที่มีอาการส่วนใหญ่มักจะพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง

   ตามใจปาก โรคลำไส้แปรปรวนถามหา

       เคยได้ยินกันบ้างไหมว่า กินอะไรร่างกายก็ได้อย่างนั้น ดังนั้นการปฏิบัติตัวในเรื่องการกินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากกินผิดไม่ใช่แค่โรคลำไส้แปรปรวนเท่านั้น ยังก่อให้เกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมาเพราะการกินนั่นเอง

   แยกแยะอาการยาก รบกวนการดำเนินชีวิต
      ลักษณะอาการของโรคลำไส้แปรปรวนจะคล้ายคลึงกับอาการท้องเสียจึงมักแยกแยะ ลำบาก ทำให้บางครั้งเกิดการปล่อยปละละเลย ไม่ไปพบแพทย์เพราะคิดว่าท้องเสียกินยาเอง นอนพักผ่อนเดี๋ยวก็หาย แต่ผลกลับกัน บางรายอาจจะมีอาการเป็นๆ หายๆ และเป็นมานาน ทำให้สร้างความรำคาญและทุกข์ทรมานใจจนเกิดความวิตกกังวลว่า ทำไมไม่หายสักที ผลที่ตามมาคือเป็นโรคเครียด ซึ่งโรคเครียดนี่แหละที่เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้โรคลำไส้แปรปรวน กำเริบขึ้นมาอีก

   ความเครียด ตัวอันตรายทำให้เกิดโรคลำไส้แปรปรวน

      ความเครียดเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลทำให้โรคลำไส้แปรปรวนแสดงอาการรุนแรงมาก ขึ้น เพราะเมื่อเครียดสมองจะมีการหลั่งสารบางอย่างออกมาส่งผลให้ลำไส้แปรปรวน ยิ่งในยุคปัจจุบัน ทั้งสภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมยังเป็นตัวกระตุ้นให้คนเกิดความเครียดมาก ขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีชีวิตประจำวันที่เครียด ทำงานดึก พักผ่อนน้อย วันหนึ่งนอนไม่กี่ชั่วโมง และใช้สมองในการคิดการทำงานค่อนข้างมาก ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีบุคลิกค่อนข้างขี้โกรธ หงุดหงิดง่าย และไม่ได้ออกกำลังกายจะเกิดโรคลำไส้แปรปรวนได้ง่ายมากขึ้น

      นอกจากนี้จากสถิติแล้วคนที่มีอาการเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ รักษาไม่หายสักที มักพบว่าต้นเหตุลำดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดโรคของเขามาจากความเครียดด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งรักษาไม่หายก็ยิ่งเพิ่มความกังวลกลัวว่าจะเป็นอย่างอื่นร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง ซึ่งต้องบอกไว้เลยว่าโดยธรรมชาติของโรคนี้ไม่เปลี่ยนไปเป็นมะเร็ง ดังนั้นหากพบอาการของโรคเกิดขึ้นกับตนเองแนะนำว่าควรจะมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจและรักษาให้เหมาะสมต่อไป

   นักบัญชี หรือทำงานด้านการเงินเสี่ยงเกิดโรคลำไส้แปรปรวน

      ในยุคภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้คนเกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้น และคนไข้ที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ทำงานในเรื่องของการเงิน เช่น นักบัญชี ทำงานธนาคาร หรือกลุ่มที่รับผิดชอบเรื่องเงิน อาจเพราะต้องคอยแบกรับและต้องรับผิดชอบเรื่องเงิน จึงทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย ดังนั้นในการรักษาจะทำการแนะนำคนไข้ว่าต้องมีการแบ่งเวลาในการทำงานและพัก ผ่อนให้เพียงพอ

   ทำไมถึงพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

      โรคลำไส้แปรปรวนมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในอัตราส่วนประมาณ 2:1 ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า ผู้หญิงมีความวิตกกังวลสูงกว่าผู้ชาย เพราะว่าโรคนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความเครียด ความวิตกกังวลอารมณ์ ผู้หญิงจะไวต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสิ่งเร้าที่เข้ามา ผู้หญิงจะเครียดมากอาจจะเก็บอารมณ์ไว้กับตัวเอง ไม่เล่าให้ใครฟัง ก็เกิดเป็นภาวะเครียดสะสมทำให้คนกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นโรคลำไส้แปรปรวนมากกว่า

   วิธีเอาชนะความเครียด
      สิ่งที่เข้ามาช่วยบรรเทาความเครียดอีกหนึ่งอย่างคือ การนั่งสมาธิ การรู้เท่าทันอารมณ์ เป็นเรื่องของสติ ของจิตใจ เพราะถ้าเรารู้เท่าทันอารมณ์ของเรา ความเครียดทั้งหลายก็จะเบาลง หยุดลงแค่นั้น ไม่ปล่อยให้มันดำเนินต่อ ซึ่งเป็นวิธีการที่จะช่วยลดอาการต่างๆ ลงได้ นอกจากนี้ควรออกกำลังกายจะช่วยทำให้ร่างกายได้มีการพักผ่อน ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด ส่งผลให้จิตใจผ่อนคลายตามไปด้วย

       เมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุของการเกิดโรคลำไส้แปรปรวน และพร้อมรับมือกับโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเราแล้ว รับรองว่าโรคจะหายไปโดยเร็ว และไม่กลับมาสร้างความรำคาญให้กับชีวิตอีก

หลากคำถาม โรคลำไส้แปรปรวน - โรค IBS


โรคลำไส้แปรปรวน


มาทำความรู้จักกับโรคไอบีเอส (IBS) กันเถอะ (Lisa)

          ปวด แสบแน่นท้อง ไม่สบายท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก หรือท้องเสียบ่อย ๆ อาจเป็นอาการของโรคไอบีเอส ซึ่งผู้หญิงมักเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย วันนี้มารู้จักโรคไอบีเอส หรือลำไส้แปรปรวนกัน

โรคกระเพาะอาหาร และลำไส้แปรปรวน เป็นอย่างไร

          ถ้าอาการเป็นเพียงที่กระเพาะอาหาร ก็เรียกกระเพาะอาหารแปรปรวน หรือบ้างก็เรียกลำไส้แปรปรวน ถ้าอาการเด่นเรื่องการขับถ่ายผิดปกติ หรืออาการทางลำไส้ ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Irritable Bowel Syndrome (IBS) จะขอเรียกทับศัพท์ว่า โรคไอบีเอส

          โดยโรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยมากทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย ถ้าสังเกตดี ๆ อาจพบคนเป็นโรคนี้อยู่รอบ ๆ ตัวเราได้ อย่างเช่น บางคนเมื่อเจอความเครียด หรือตื่นเต้นจะขึ้นเวทีร้องเพลง ปราศรัย ก็จะมีอาการปั่นป่วนท้อง บางคนทานอาหารเผ็ดเปรี้ยว หรือนมก็ปวดท้อง ต้องรีบเข้าห้องน้ำ ถ่ายเละ ๆ ครั้งสองครั้งแล้วก็หายเอง

แล้วคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการอย่างไร

          อาการของโรคไอบีเอส แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มอาการคือ

          1. มีอาการปวดท้อง ไม่ว่าจะเป็นแสบ แน่น อืด ลมเยอะ บีบมวน หรือผสมกัน หรือเพียงรู้สึกไม่สบายท้อง คลื่นไส้อาเจียน

          2.อาจมีการขับถ่ายผิดปกติร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นท้องผูก ท้องเสีย ต้องรีบเข้าห้องน้ำถ่าย หรือถ่ายบ่อย

          ใน ปัจจุบันยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากอะไรแน่นอน แต่พบว่ามีสิ่งกระตุ้นได้ โดยเฉพาะความเครียด โรคนี้ตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติ ในสมัยก่อนจึงเรียกโรคนี้ว่า เครียดลงกระเพาะอาหารและลำไส้ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้แปรปรวน เพราะสิ่งที่กระตุ้นไม่ได้มีเพียงเฉพาะความเครียด อาจเกิดจากการทานอาหารไม่เป็นเวลา ทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด มันจัด นม ชา กาแฟ น้ำอัดลม สุรา บุหรี่ ยาบางอย่าง หรือความเจ็บป่วยบางอย่างก็กระตุ้นให้เกิดอาการได้

          เมื่อตรวจละเอียดแล้ว ไม่เกิดความผิดปกติของโครงสร้างที่อธิบายอาการได้ แต่พบความผิดปกติของหน้าที่ อย่างเช่น บีบตัวน้อยหรือมากผิดปกติบางครั้งบางคราว หรือรับรู้ผิดปกติ เช่น แสบท้อง เหมือนมีแผล แต่ตรวจแล้วไม่มีจริง บางครั้งบางคนเรียนรู้เองโดยธรรมชาติแล้วนำมาเป็นข้อดีก็ได้ อย่างเช่น ดื่มกาแฟ หรือสูบบุหรี่ตอนเช้าก่อนเข้าห้องน้ำ แล้วทำให้ถ่ายง่ายโล่งสบายไปทั้งวัน

โรคลำไส้แปรปรวนอันตรายต่อชีวิตไหม

          ไม่ อันตรายถึงกับชีวิต และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ด้วย เว้นแต่ท้องผูกเรื้อรังนาน ๆ ที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ แต่ ต้องขอย้ำว่า จำเป็นต้องผ่านการตรวจละเอียดก่อนว่า ไม่มีโรคอื่นซ่อนอยู่ที่หลอกอาการคล้าย ๆ กัน ก่อนที่จะสรุปว่าเป็นโรคนี้ ไม่ใช่ทึกทักเองว่าเป็นโรคไอบีเอส

          โรคนี้เป็นเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ ทั้งชีวิต ความรุนแรงของโรคหลากหลายมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้รู้สึกรำคาญได้ กลุ่มนี้มักไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะเป็นมานาน ชินกับอาการเหล่านี้ และคิดว่าเป็นปกติของตัวเราเองมากกว่า บางคนมีอาการมาก ต้องปรึกษาแพทย์ นอนโรงพยาบาลบ่อย ๆ ก็มี

มีโรคอื่นไหมที่มีอาการคล้าย ๆ กัน

          มีเยอะเลย โดยเฉพาะแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ กระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี มะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ ตับอักเสบ มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน โรคเหล่านี้ในช่วงแรก ๆ จะมีอาการคล้ายกับโรคไอบีเอสได้

จริงหรือที่ว่า โรคลำไส้แปรปรวนมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

          โดยสถิติเป็นอย่างนั้น แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเพราะอะไร เชื่อว่าเพราะเป็นความละเอียดอ่อนทางความคิด หรืออารมณ์ในผู้หญิงอาจมีมากกว่าผู้ชาย ผู้ชายก็มีความเครียดเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยหมกมุ่นวิตกกังวลมากเท่าผู้หญิง และมักมีทางระบายออกได้มากกว่า

มีวิธีรักษาโรคลำไส้แปรปรวนอย่างไร

          โดยทั่วไปมี 2 วิธีร่วมกัน คือ หนึ่งการให้ยารักษาเมื่อมีอาการ โดยการปรับยาให้เหมาะสมกับอาการครั้งนั้น ๆ ซึ่งอาการอาจมีการเปลี่ยนแปลงสลับไปมาได้ ยาใช้รักษาแต่ไม่ป้องกัน จึงจำเป็นต้องมีข้อสองร่วมด้วย คือการป้องกัน

แล้วการทานยาระบายจะช่วยได้ไหม

          ช่วยได้ แต่ควรนาน ๆ ครั้ง ถ้าทานเป็นประจำนาน ๆ ก็จะติดยาได้ ควรฝึกในเรื่องอาหาร และการขับถ่ายตามที่อธิบายเบื้องต้นตลอดชีวิต เพื่อเป็นการป้องกันระยะยาว แต่บางรายท้องผูกรุนแรงมาก จึงจำเป็นต้องใช้ยาในระยะยาวก็มี

คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวนอยู่ในวัยใด

          หลากหลายอายุ ที่พบบ่อยคือผู้หญิง ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยกลางคน

แล้วหวัดลงกระเพาะจะมีอาการอย่างไร บางครั้งดูคล้ายโรคไอบีเอสด้วยหรือไม่

          อาจมีอาการคล้ายโรคไอบีเอส แต่มีอาการของไข้หวัดร่วมด้วย โดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ไม่ควรเรียกว่าเป็นโรคไอบีเอส เพราะมีสาเหตุชัดเจน ควรจะเรียกว่า กลุ่มอาการของการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดมากกว่า เมื่อไข้หวัดหาย อาการเหล่านี้ก็จะหายไป

ข้อแนะนำจาก นพ.พงษ์สิทธิ์ วงศ์กุศลธรรม สาขาอายุรกรรมโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ

          ใน คนไข้ที่มีอาการปวดท้อง หรือขับถ่ายผิดปกติ ถ้าเป็นบ่อย หรือเป็นมานานแล้ว หรือใช้ยารักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น ควรจะตรวจหาให้ละเอียดว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ เพราะบางครั้งอาจเกิดจาก โรคร้ายที่ซ่อนอยู่ก็ได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือมีญาติพี่น้องเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือตับ เพราะโรคเหล่านี้อาการเบื้องต้นอาจคล้ายกับโรคไอบีเอสได้ หรือมีอาการที่ชวนสงสัยว่า เป็นโรคร้าย อย่างเช่น เบื่ออาหาร ผอมลง ถ่ายหรืออาเจียนมีเลือดปน ถ่ายมีมูก ถ่ายผูกสลับเสีย

          คนเรามักเหมาคิดไปเองว่า เครียดลงกระเพาะลำไส้ เมื่อทิ้งไว้นานเกินไปแล้วมาตรวจภายหลัง ก็อาจเจอโรคมะเร็งซ่อนอยู่ในระยะสุดท้าย ซึ่งยากต่อการรักษาและเปลี่ยนอนาคตได้

วิธีป้องกันโรคลำไส้แปรปรวน

          พยายาม หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นดังกล่าวข้างต้น และพบว่าสิ่งกระตุ้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน ต้องสังเกตตัวเองก่อนว่า มีอะไรบ้างที่กระตุ้นให้เกิดอาการ แล้วพยายามเลี่ยงสิ้งนั้น ที่ยากสุดคือความเครียด ซึ่งมีทั้งรู้ตัวและซ่อนเร้น และบางครั้งมาเร็วจนปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการเสียก่อน แต่ก็ไม่ต้องกลัวนะครับ เพราะทานยาก็ทำให้อาการทุเลาลงได้ และมีการปฏิบัติตัวเสริม เพิ่มเติมในผู้ป่วยที่ท้องผูก 5 ข้อ

          1.ทานผักและผลไม้ให้มากในแต่ละวัน โดยควรแบ่งทานน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ควรทานมากในครั้งเดียว เพราะอาจทำให้แน่นท้องได้

          2.ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อให้อุจจาระนุ่ม

          3.ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ลำไส้เคลื่อนไหว

          4.ขับถ่ายให้เป็นเวลา ลำไส้คล้ายสุนัข ฝึกได้ ควรตั้งเวลาเพื่อการถ่าย อย่างเช่น 7 โมงเช้าต้องเข้าห้องน้ำ ในช่วงแรกอาจไม่รู้สึกปวดถ่าย แต่เมื่อทำเป็นประจำจะมีความรู้สึกปวดถ่ายมากขึ้น และถ้าระหว่างวันปวดถ่ายอีก ก็ควรเข้าห้องน้ำอีก ไม่ควรกลั้นไว้นาน

          5.นั่งถ่ายให้นานพอ เพื่อไม่ให้มีอุจจาระตกค้างอยู่ในลำไส้ เพราะหากตกค้างนาน ๆ จะทำให้อุจจาระแข็งขึ้นได้ นอกจากนี้ เมื่ออุจจาระสะสมนานวันเข้าก็จะท้องอืด แน่นท้อง ท้องป่องได้

โรคลำไส้แปรปรวน กับทางเลือกในการรักษา

 
ลำไส้แปรปรวนกับทางเลือกในการรักษา (Health Plus)

          โรคลำ ไส้แปรปรวน เป็นหนึ่งในโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งการรักษามีหลายวิธี และวิธีหนึ่งที่เริ่มนำเข้ามาใช้รักษาผู้ป่วย คือ การสะกดจิต เหตุใดจึงนำการสะกดจิตมาใช้ในการรักษาโรคลำไส้แปรปรวน (imitable bowel syndrome-IBS) เรามาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

          โรค IBS เป็นความผิดปกติในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ประมาณกันว่า 1 ใน 3 ของประชากรอังกฤษป่วยด้วยโรคนี้ อาการของโรคนี้สร้างความรำคาญและทุกข์ทรมานให้กับชีวิต ผู้ป่วยประมาณกว่า 10% ของประชากรมีอาการรุนแรงจนต้องไปหาหมอ

          แม้จะยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาด แต่ก็มีทางรักษาที่หลากหลายซึ่งจะช่วยควบคุมอาการไม่ให้กำเริบ ว่าแต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าวิธีใดได้ผล

          "ยังไม่มีวิธีใดที่วิเศษจนสามารถรักษาผู้ป่วยโรคนี้ให้หายได้" แมรี ฮาสลาม ผู้จัดการพยาบาลของศูนย์ให้ความช่วยเหลือ the IBS Network Help-Line กล่าว แต่มีการรักษาอยู่วิธีหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีประสิทธิภาพนั่นคือ การรักษาด้วยการสะกดจิตบำบัดโรคลำไส้แปรปรวน (gut-directed hypnotherapy) อาจฟังดูค่อนข้างน่ากลัว แต่ที่จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

          อลิซาเบธ เทย์เลอร์ นักสะกดจิตบำบัดแห่งแผนกการแพทย์องค์รวม โรงพยาบาลรอสเซนเดลอธิบายว่า "คน ป่วยจะถูกสะกดจิต และนักสะกดจิตจะให้คำแนะนำให้ด้านบวก เป้าหมายเพื่อให้ลำไส้ทำงานเป็นปกติ บรรเทาอาการปวดและท้องอืด การสะกดจิตบำบัดโรคลำไส้แปรปรวนเป็นเพียงการให้คำแนะนำโดยตรง คุณต้องนั่งนิ่ง ๆ ขณะถูกสะกดจิต หรือปลดปล่อยความรู้สึกเจ็บปวด ผู้สะกดจิตจะให้ผู้ป่วยวางมือบริเวณหน้าท้อง และจะรู้สึกร้อนที่หน้าท้อง ผู้ป่วยจะได้รับเทปบันทึกเทคนิคการบำบัด เพื่อให้นำกลับไปฝึกปฏิบัติเองที่บ้านทุกวัน"
          วิธี นี้ให้ผลดีหากผู้ป่วย IBS มีอาการหลัก 3 อย่างได้แก่ ปวดท้อง ท้องอืด และอาการผิดปกติของลำไส้ที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสีย คุณต้องเปิดใจรับการรักษาดังกล่าว และมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอาการป่วย "ตามปกติต้องบำบัดทั้งหมด 12 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง" เทย์เลอร์กล่าว "มันไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นเทคนิคที่ดีในการควบคุมอาการ"

          ผลการวิจัยชี้ว่าการสะกดจิตได้ผลดี นักวิจัยจากแมนเชสเตอร์ พบว่า การบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นนานถึง 5 ปี หลังจากคอร์สบำบัดเสร็จสิ้น

          ด้าน ดร.มาร์ค คอตทริลล์ แพทย์ทั่วไปจากแลงคาเชียร์และผู้ดูแล IBS Network เป็นผู้หนึ่งที่ใช้วิธีสะกดจิตบำบัดโรคลำไส้แปรปรวนในการผ่าตัด กล่าวว่า "เรา พบว่าการะสะกดจิตเป็นการรักษาที่ได้ผลดีมาก ดีกว่าการทานยาเป็นอย่างมาก มันไม่เหมือนการสะกดจิตแบบดั้งเดิม แต่เป็นลักษณะของการทำให้จิตใจของผู้ป่วยผ่อนคลายและสบายกายอย่างแท้จริง นับเป็นเทคนิคช่วยบำบัดตนเองให้ดีขึ้นอย่างได้ผล"
          ขณะเดียวกัน เมื่อเร็ว ๆ นี้ the IBS Network ได้สอนให้ผู้ป่วยรู้จักวิธีการสะกดจิตบำบัดโรคลำไส้แปรปรวนด้วยตนเองทั้งหมด 21 หลักสูตรทั่วประเทศอังกฤษ แต่โชคไม่ดีที่โครงการนี้ซึ่งได้เงินสนับสนุนก้อนแรก จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแห่งชาติ (National Lottery) ต้องยกเลิกไป แต่ทาง the IBS Network ยังหวังว่าจะมีกองทุนใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนหลักสูตรดังกล่าวนี้อีกครั้ง

          ทั้ง นี้ สาเหตุของโรค IBS ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ความเครียด การไดเอต โรคลำไส้อักเสบรุนแรง และการตัดมดลูกทิ้งล้วนมีส่วนทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ทั้งสิ้น "อาการเหล่านี้ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง โดยเฉพาะคนสูงอายุ บางครั้งถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคม เพราะพวกเขากลัวว่าตัวเองจะสูญเสียการควบคุมในที่สาธารณะ" แมรี่กล่าว

          "คนอายุมากกว่า 50 ปีที่ลำไส้ทำงานผิดปกติอย่างฉับพลัน รวมถึงน้ำหนักตัวลดและ/หรืออุจจาระมีเลือดควรไปพบแพทย์ ที่สำคัญอย่าพยายาม สันนิษฐานเอาเองว่าเป็นโรค IBS เพราะอาจเป็นโรคร้ายแรงอย่างอื่นที่คาดไม่ถึง โดยแพทย์จะตรวจหาต้นเหตุที่แท้จริงโดยการส่องกล้อง หรือการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ เพื่อแยกแยะอาการ เช่น มะเร็งลำไส้ ติ่งเนื้อ หรือโรคถุงที่ผนังลำไส้ใหญ่ (diverticulosis)"

7 ทางเลือกในการรักษาที่คุ้มค่าน่าลอง
1.ยาแผนปัจจุบัน
           ยาแก้ปวดเกร็ง เช่น Colofac (ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่าย) ทานร่วมกับอาหารเสริมจำพวกไฟเบอร์ ช่วยการทำงานของลำไส้ใหญ่

           ยาแก้ท้องเสีย เช่น โคดีอีน (Codeine) หรือโลเพอราไมด์ (Loperamide) ช่วยให้อาการเดินทางผ่านลำไส้ช้าลง

           ยาระบาย เช่น มะขามแขก ช่วยกระตุ้นเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อผนังลำไส้ ใช้รักษาโรคท้องผูก

2.เปลี่ยนแปลงอาหารการกิน

          การจดบันทึกอาหารที่กินในแต่ละวันช่วยให้เราสามารถจำแนกว่าอาหารชนิดใดมี ปัญหา ซึ่งอาจเป็นตัวเหตุของอาการผิดปกติ โดยมากอาหารที่ก่อให้เกิดปัญหาได้แก่ ข้าวสาลี น้ำตาล ยีสต์ และน้ำตาลเทียม ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว หรือมะเขือเทศ อย่าพยายามจำกัดอาการที่กินโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะอาจเป็นอันตรายได้ เพราะคนวัยนี้ต้องกินอาหารที่มีแคลอรีน้อยอยู่แล้ว ทำให้เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารมากยิ่งขึ้น

3.โปรไบโอติก

          อาหารเสริมโปรไบโอติกช่วยสร้างสมดุลระหว่างแบคทีเรียที่ "ดี" และ "ไม่ดี" ในลำไส้ ลดแก๊สในท้อง และบรรเทาอาการปวด แก้ท้องเสีย และเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค หาซื้ออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของ Bifobacterium และ Lactobacillus ผลการวิจัยยังชี้ว่าเครื่องดื่มโปรไบโอติกอย่างยาคูลท์ช่วยได้

4.ออกกำลังกาย

          การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้การทำงานของลำไส้ดีขึ้นและบรรเทาอาการท้องผูก

5.เทคนิคช่วยผ่อนคลาย
          โยคะและการนั่งสมาธิช่วยลดความเครียด ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการของโรค

6.นวดกดจุดฝ่าเท้า

          ผู้เชี่ยวชาญด้านการนวดกดจุดฝ่าเท้าเชื่อว่า อารมณ์ฉุนเฉียว ความวิตกกังวล และความเครียดส่งผลต่อการทำงานของลำไส้ การนวดกดจุดฝ่าเท้าช่วยผ่อนคลายเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้การเผาผลาญอาหารในระบบย่อยอาหารเกิดความสมดุล

7.โฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy)

          เป็นวิธีการรักษาแบบธรรมชาติบำบัดโดยใช้สารที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยมากระตุ้นให้ระบบเซลล์ในร่างกายทำงานด้วยตัวของมันเอง

           Arsenicum album ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย

           Carbo veg ช่วยแก้ท้องอืด มีแก๊สในท้อง

           Podophylium แก้ท้องเสีย ปวดท้อง และท้องอืดท้องเฟ้อ

           Veratum album แก้ท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเหลว และอาการอ่อนเพลีย

          สำหรับในประเทศไทยสามารถขอรับค่าปรึกษาได้โดยตรงจากบุคลากรสหวิชาชีพทาง สาธารณสุข รวมถึงเภสัชกรหรือขอรับคำปรึกษาได้จากสถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน (โอสถศาลา) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคลำไส้แปรปรวนคืออะไร

          โรคลำไส้แปรปรวนคือกลุ่มของอาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของลำไส้ ต่อไปนี้คือสัญญาณของอาการลำไส้แปรปรวน

           ปวดท้องและปวดเกร็งลำไส้
          ท้องเสีย
           ท้องผูก
           ท้องเสียสลับท้องผูก
           ท้องอืด
           ท้องไส้ปั่นป่วน
           มีแก๊ส เรอ และอาเจียน

          "ยังมีอาการอื่นๆ ที่พบได้บ่อยในส่วนอื่นของร่างกาย" แมรี่ ฮาสลาม ผู้จัดการพยาบาลของศูนย์ให้ความช่วยเหลือ the IBS Network Help-Line กล่าว "อาการดังกล่าวได้แก่ ปวดศีรษะ มึนงง ปวดหลัง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ ปัสสาวะบ่อย"

โรคลำไส้แปรปรวน

โรคลำไส้แปรปรวน 

ท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ ขับถ่ายไม่เป็นปกติ เดี๋ยวก็ท้องผูก เดี๋ยวก็ท้องเสีย
เฮ้อ..! จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานไหม?...

อาการข้างต้นเข้าข่ายโรคที่เรียกว่า " โรคลำไส้แปรปรวน " (Irritable Bowel Syndrome : IBS) เป็นโรคของลำไส้ ที่ทำงานผิดปกติ แต่พอตรวจดูกลับไม่พบความผิดปกติใด ๆ ที่ลำไส้ ไม่ว่าจะทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ หรือตรวจเลือดผิดปกติ เป็นต้น

โรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร ผู้ป่วยโดยทั่วไปมักจะมีประวัติเป็นมานาน บางรายอาจมีอาการเป็นปี และมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เป็นโรคที่สร้างความรำคาญ และความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้ป่วย ผู้ป่วยจะวิตกกังวลว่า ทำไมโรคไม่หายแม้ได้ยารักษา ทำให้มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รบกวนการดำเนินชีวิต และอาจทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ และพบว่าโรคลำไส้แปรปรวนมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในอัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชายประมาณ 2 : 1

อาการ
ผู้ ป่วยที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน มักจะมีอาการปวดท้อง อาจปวดตรงกลางหรือปวดบริเวณท้องน้อย โดยทั่วไปจะปวดท้องน้อยด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา ลักษณะอาการปวดมักจะปวดแบบเกร็ง มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด อาการจะไม่สัมพันธ์กับอาหาร นอกจากนี้จะมีอาการท้องโตขึ้นเหมือนมีลมในท้อง อาจมีอาการเรอหรือผายลมมากขึ้น และมีอาการถ่ายไม่ปกติ บางรายมีอาการท้องผูก บางรายท้องเสีย หรือในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสียก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีความรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด หรือมีอาการปวดเบ่ง แต่เมื่อถ่ายอุจจาระแล้วอาการดีขึ้น มักมีอุจจาระเป็นมูกร่วมด้วยได้ อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็น ๆ หาย ๆ มีอาการมากน้อยสลับกันได้ จะมีอาการเกิน 3 เดือน ในระยะเวลา 1 ปี

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอนของโรคลำไส้แปรปรวน แต่จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ มี 3 อย่างที่สำคัญได้แก่

  • "การบีบตัวของลำไส้ผิดปกติ" เป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนที่ผิดปกติบางอย่างในผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้
  • "ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ" ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการได้แก่ อาหารเผ็ด กาแฟ แอลกอฮอล์ทุกชนิด ช็อกโกแลต เป็นต้น รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นก็ทำให้ผนังลำไส้บีบตัวผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสียได้
  • "ความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของลำไส้" ระหว่างประสาทรับความรู้สึกที่ผนังลำไส้ ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ ซึ่งมีอยู่หลายชนิด

ปัจจุบัน ยังไม่มียาชนิดใด ที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีอาการหลายอย่างร่วมกัน ยาที่ใช้มักจะทำให้อาการบางอย่างดีขึ้นเท่านั้น การรักษาด้วยยา แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาในการให้ยาที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วย แต่การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยจะช่วยให้อาการของโรคนี้ดีขึ้นได้

ข้อควรปฏิบัติ
  • ควรรับประทานอาหารช้า ๆ และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป
  • หลีก เลี่ยงอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากไขมันจะเป็นตัวกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ หากผู้ป่วยมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ควรเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารให้มากขึ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอและฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา
  • หลีกเลี่ยงการดื่มนมในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนชนิดท้องเสีย
  • หลีก เลี่ยงอาหารที่อาจทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น อาทิ กาแฟ อาหารหวานจัด ผลไม้รสเปรี้ยวบางชนิด อาหารรสเผ็ด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และน้ำอัดลม เป็นต้น
  • หากผู้ป่วยมีภาวะเครียดร่วมด้วย ควรหาทางผ่อนคลาย หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจจำเป็นต้องพบจิตแพทย์ สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาทางจิตใจค่อนข้างมาก

ที่มา
โรงพยาบาลเวชธานี

จัดห้องนอนให้ปลอดจากโรคภัย

จัดห้องนอนให้ปลอดจากโรคภัย


นอนอย่างไรก็ไม่รู้สึกสบายสักที!!
ลองหันมาสำรวจ " ห้องนอน " คุณดูสิว่า เป็นห้องนอนปลอดมลพิษหรือยัง


ผู้ที่เป็นหวัดบ่อย ๆ นั้น บางครั้งมาจากสาเหตุของการแพ้สารที่ปะปนอยู่ในอากาศ ทำให้มีอาการคล้ายหวัดเรื้อรัง หรือที่เรียกว่า "โรคหวัดจากภูมิแพ้" หรือ "โรคแพ้อากาศ" ซึ่งโรคนี้มีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จนติดอันดับโรคยอดนิยมเลยทีเดียว

ใน วงการแพทย์ในปัจจุบัน จึงได้ให้ความสนใจกับการจัดแต่งบ้าน และห้องนอนมากขึ้น เนื่องจากเป็นส่วนที่เราสัมผัสอยู่เป็นประจำ ซึ่งแพทย์ได้แนะนำว่า ห้องนอนควรจะจัดแต่งด้วยเครื่องประดับ ที่กอปรด้วยสารก่อภูมิแพ้ให้น้อยที่สุด และพยายามรักษาจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ สารที่ก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ฝุ่นละอองและ ตัวไรที่ติดมากับฝุ่นในบ้าน ขนสัตว์ และเชื้อเรา เป็นต้น

ดังนั้น " ห้องนอน " นอกจากจะแลดูสวยงามสดชื่นตามสไตล์ที่ชอบแล้ว ยังต้องพิถีพิถันในการเลือกสรรวัสดุ และเครื่องเรือนสำหรับการตกแต่งอีกด้วย

เตียงนอนและเครื่องนอน
ควร เลือกเตียงนอนแบบไม่มีขาเตียง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าไปขังใต้เตียง และที่นอนก็ควรเลือกวัสดุที่ไม่เป็นฝุ่นฟุ้ง ได้แก่ ที่นอนทำด้วย ฟองน้ำ ยาง หรือที่นอนสปริง โดยมีผ้าหุ้มมิดชิด ส่วนผ้าปูที่นอนควรทำด้วยผ้าฝ้าย เพื่อหลีกเลี่ยงสารที่ก่อเกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง และควรเปลี่ยนผ้าปูอย่างน้อย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนหมอนนั้น ถ้าทำด้วยใยสังเคราะห์ก็จะเป็นการดีทีเดียว เนื่องจาก นำมาซักทำความสะอาดได้ ส่วนของผ้าห่มก็เช่นกันควรจะเลือกที่เป็นใยสังเคราะห์

เครื่องประดับในห้องนอน
ควร มีน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นที่เก็บกักฝุ่นและตัวไร เช่น ตุ๊กตาขนฟู หมอนประดับที่ไม่จำเป็น ส่วนเก็บหนังสือและส่วนแต่งตัว ควรแยกเป็นสัดส่วน เสื้อผ้าเก็บไว้ในตู้ให้เรียบร้อย บริเวณที่แต่งหน้าผัดแป้งใส่น้ำหอม ควรมีฉากปรับเลื่อนกั้นออกจากส่วนนอน หรือจะออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของห้องน้ำก็ได้

พื้นห้องนอน ควรปูด้วยไวนีลหรือพื้นไม้ ไม่ควรปูพรม

ผ้าม่าน เลือกผ้าที่ฝุ่นสะสมยาก และแบบที่ไม่เป็นจีบซับซ้อน หรือเลือกมู่ลี่ที่ถอดทำความสะอาดได้ง่าย

หน้าต่าง และการระบายอากาศ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศหมุนเวียน และเปิดม่านออก ให้ห้องนอนได้รับแสงแดดพอสมควร เพราะห้องนอนควรมีอากาศที่สดชื่น ปราศจากกลิ่นควันของบุหรี่ หรือควันธูป หรือน้ำหอมต่าง ๆ รวมทั้งกลิ่นอาหาร การติดเครื่องกรองอากาศควบคู่กับเครื่องปรับอากาศ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้แล้วแต่กรณี

การรักษาห้องนอนให้ปลอดมลพิษ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างเสริมพลานามัย ซึ่งจะต้องควบคู่กับการสร้างเสริมจิตใจที่แจ่มใส หากคุณจะเสริมแต่งผนังให้ดูสดชื่นด้วยภาพเขียนสักภาพละก็ ลงมือจัดการได้ทันที ก่อนจะเกิดโรคเครียดขึ้นมาอีกโรคหนึ่ง....

เด็กทานขนมหวานมากโตขึ้นก้าวร้าว

 

นักจิตวิทยาจากประเทศอังกฤษออกมากล่าวว่า เด็กๆที่มักชอบรับประทานขนมหวานทุกๆวันโตขึ้นจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความ รุนแรง เนื่องจากเด็กๆมักต้องการความพึงพอใจจากสิ่งที่ตนต้องการเดี๋ยวนั้น
ในการวิจัยโยนักวิจัยจาก Cardiff University จากเวลส์ได้ศึกษาเด็กทารกจำนวน 17,000 คนที่เกิดในปี 1970 และได้ทำการเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดเมื่อเด็กเจริญเติบโตที่อายุ 5, 10 และ 34 ปีเพื่อศึกษาความสัมพันธ์
จากการวิจัยพบว่ากลุ่มศึกษาจำนวน 69% ที่ถูกดำเนินคดีหรือกระทำผิดทางกฎหมายเนื่องจากใช้ความรุนแรง พบว่ารับประทานขนมหวานเกือบจะแทบทุกวันในวัยเด็ก หากเทียบกับอีก 42% ซึ่งไม่มีประวัติการใช้ความรุนแรง

หัวหน้ากลุ่มการวิจัย Simon Moore กล่าวว่าเหตุผลที่ทางกลุ่มวิจัยเชื่อนั้นการให้เด็กๆรับประทานขนมหรือช็อคโก แล็ตบ่อยครั้งจะทำให้เด็กเกิดการเคยตัวและไม่คิดว่าจะต้องรอเพื่อที่จะได้ สิ่งของที่ต้องการ
Simon อธิบายต่อไปในบทความที่ได้มีการตีพิมพ์ในนิตยสาร British Journal of Psychiatry ว่าการที่เด็กไม่มีความเข้าใจในการรอคอยเพื่อที่ให้ได้สิ่งตอบแทน จะก่อให้เกิดพฤติกรรมทำอะไรไม่คิดซึ่งมักนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในภายหลัง
อย่างไรก็ตามผลของการวิจัยกลับได้รับคำวิพากวิจารณ์จาก Food and Drink Federation ว่าเป็นผลสรุปที่ไร้สาระ และอ้างว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคนใดคนหนึ่งนั้นมาจากการดูแลของผู้ ปกครองอย่างไม่สม่ำเสมอ หรือการขาดการดูแลในวัยเด็ก และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับขนมหวานแต่อย่างใด

เด็ก กับ ของหวาน

เด็ก กับ ของหวาน 

เด็ก ๆ กับ " ของหวาน " นี่เป็นสองสิ่งที่แยกกันไม่ได้เลย ความหวานทำให้เกิดความสดชื่น จนบางคนถือว่า การได้กินของหวานทำให้แจ่มใส มีความสุข แต่อาจเกิดอาการติดได้ สิ่งที่เกิดขึ้นว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่น่ามีอะไรที่เป็นปัญหามาก แต่ตามหลักทางพุทธของเราอะไร ๆ ที่มากเกินพอดี ก็มักมีปัญหาทั้งนั้น

เรื่องของหวาน ๆ นี่ตามธรรมชาติ ก็เป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์สำหรับเด็ก และทุกคน เนื่องจากน้ำตาลซึ่งมีรสหวาน จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นมา ในระดับที่ร่างกายต้องการ การกินน้ำตาลมักทำให้อารมณ์ดี มีความกระปรี้กระเปร่า แม้ในขณะที่หิวมาก ๆ ก็ยังรู้สึกดีขึ้นมาก ถ้าได้กินน้ำตาลหรือน้ำหวานสักแก้ว

ปัญหาก็คือ เมื่อกินของที่มีรสหวาน ก็จะเกิดความอยากบ่อยขึ้น และจะเกิดอาการติดใจ เลยกินไม่เลิก ตอนนี้แหละครับลำบาก ในเด็ก ๆ นี่เร็วมากครับ พอได้ลิ้มชิมรสหวานแล้วละก็ ไม่เอาแล้วของรสจืด เลิกกินกันไปเลย ปัญหาก็คือของที่เราป้อนไม่ว่าจะเป็นข้าว นม ก็เป็นของจืดทั้งนั้น เด็กก็เลยพาลไม่ยอมกินกันเลย จะกินแต่ของหวาน นาน ๆ เข้าก็เลยต้องใส่น้ำตาลในอาหารทุกอย่าง หรือแม้แต่นมก็ต้องมีรสหวาน

เมื่อ เด็กกินของหวานเข้าไปแล้ว โดยทั่วไปผู้ใหญ่มักจะคิดว่า เด็กจะกินได้มากขึ้น แต่ในเด็กที่ผอมและกินอาหารยากกลับทำให้กินอย่างอื่นไม่ลง เนื่องจากในเด็กที่ผอมระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น จะไปทำให้ระดับฮอร์โมน อินซูลินสูงขึ้น เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่สองอย่าง คือ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เนื่องจากน้ำตาลถูกนำไปใช้ และหน้าที่อีกอย่าง ก็คือไปกดความต้องการอาหารในเด็ก และในทางตรงกันข้าม ในเด็กที่อ้วนกลับกินไม่พอ ในตัวเด็กอ้วนนั้น ระดับอินซูลินไม่สามารถระงับความต้องการอาหารได้ ก็เลยกินเอา กินเอา ไม่ยอมหยุดด้วย ความเอร็ดอร่อย

ทีนี้ที่ เราคิดว่าจะแก้ปัญหาให้กินได้มากขึ้นในเด็กผอม ก็เลยกลายเป็นสร้างปัญหาไป นอกจากนี้ น้ำตาลหวาน ๆ พวกนี้ก็ยังสร้างปัญหาโลกแตกให้คุณหมอฟันมาก ลองคิดดูว่า ถ้าเด็กเล็ก ๆ โดยเฉพาะที่อายุน้อยกว่า 3 ขวบนี่ เวลาจะแปรงฟันทีก็ยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าติดนมหวาน ขนมหวาน แถมติดขวดนมอีก แย่แน่ ๆ เพราะจะต้องฟันผุแน่นอนครับ ปัญหาเป็นปัญหาใหญ่มาก จนทำให้ที่ประเทศสิงคโปร์โฆษณาชวนเชื่อให้เด็กเลิกของหวานกันเลย แถมในรัฐแคลิฟอร์เนียก็มีข่าวแว่ว ๆ ว่า อาจไม่ให้ขายน้ำโค้ก แสดงว่าเขาเอาจริงครับ แต่ในประเทศเราท่าทางจะยาก เนื่องจากความเข้าใจเรื่องนี้มีน้อย ขนาดนมในโรงเรียนยังเป็นนมหวานเลยครับ แต่ก็เป็นที่น่ายินดี ที่มีข่าวว่า อีกไม่นานนมโรงเรียนจะเปลี่ยนเป็นนมจืดทั้งหมดแล้ว

"ความหวาน" เคยมีคนพิสูจน์มาแล้วว่า ทำให้เด็กค่อนข้างซุกซนผิดปกติ แถมยังไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน ถึงแม้ว่าการศึกษาระยะหลัง ๆ ไม่ค่อยสนับสนุนนัก แต่ก็มีคนที่ค่อนข้างเชื่อว่า สมาธิกับของหวานน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ก็คงต้องรองานวิจัยที่แน่ชัดต่อไป

ที่แน่ ๆ ก็คือ ความหวานมีส่วนทำให้เด็กที่อ้วนอยู่แล้ว อ้วนมากขึ้น และอ้วนง่าย เนื่องจากความหวานมีรสอร่อย เด็กก็เลยกินมากเป็นธรรมดา ยิ่งอร่อยยิ่งอยากกิน จนในที่สุดก็อ้วนฉุ

บางคนถามว่าน้ำตาลอ้วนได้ ยังไง ก็ขอเล่าแจ้งแถลงไปให้ทราบกันเลยว่า "น้ำตาลนี่เปลี่ยนไปเป็นไขมันได้ " พออ้วนมาก ๆ เข้า ก็ทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

มีคนมักถามว่าผลไม้หวาน ๆ ล่ะ?........ กินได้มั้ย???

คำ ตอบก็คือว่า ความจริง ถ้ากินผลไม้กันเป็นผล ๆ และกินไม่มากจนเกินไป ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะผลไม้ที่กินทั้งผลมักจะได้กากใยด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อลำไส้ และการขับถ่าย แถมทำให้การดูดซึมไม่เร็วไปนัก แต่คนเดี๋ยวนี้ขี้เกียจเคี้ยวกัน จะกินผลไม้ก็ต้องกินแต่น้ำ จะกินผักก็กินแต่น้ำผัก ผมว่าท่าทางจะขี้เกียจเคี้ยวมากไปหน่อย ก็เลยทำให้อดกินของดี ๆ อีกหลายอย่าง ที่มีในผักและผลไม้ เดี๋ยวนี้เครื่องคั้นผลไม้แบบแยกกากมีขายกันเกร่อ ทำให้กินกันแต่น้ำผลไม้ ไม่กินกากกันเลย ความจริงกากผลไม้นั่นแหละ คือ "ของดี" ส่วนน้ำผลไม้นั่นไม่เท่าไหร่ มีวิตามินนิดหน่อยกับน้ำตาลก็เท่านั้นเอง ถ้ากินมาก ๆ ไปก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะครับ บางคนกินน้ำผลไม้วันละเป็นลิตร ๆ เลยได้น้ำตาลไปมากเกินควร ก็อ้วนได้นะครับ

ความจริงถึงแม้ว่าของหวาน กับเด็ก จะเป็นของคู่กันก็ตาม แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้เด็กกิน หรือรู้จักขนมหวานมากนัก แต่อาจให้เด็กกินผลไม้และอาหารที่มีรสหวานได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรมากหรือบ่อยเกินไป การกินอาหารที่รสไม่จัดน่าจะเป็นประโยชน์กับเด็กมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นความเชื่อที่ว่าการกินนม ที่มีรสหวานจะทำให้เด็กสามารถกินนม ได้มากขึ้นนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างที่คิด แถมยังมีผลเสียมากมาย และที่สำคัญ บางคนให้เด็กกินนมเปรี้ยว และโยเกิร์ต ด้วยความหวังว่าเด็กจะได้กินนมบ้าง แต่ไม่ทันคิดว่านมเปรี้ยว และโยเกิร์ต ที่ขายตามท้องตลาดนั้นมีเนื้อนมแค่ประมาณครึ่งเดียว แต่มีน้ำตาลค่อนข้างสูงเด็ก ที่กินแล้วเลยพาลไม่กินข้าวไปเลย

ขี้หู มาจากไหน? จะทำอย่างไรเมื่อมีปัญหา

          รูหูส่วนนอกเท่านั้นที่มีต่อมสร้างขี้หู ทำให้เราพบขี้หูอยู่รอบๆ ปากทางเข้ารูหู ซึ่งมีหน้าที่ดักฝุ่น , สิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปถึงเยื่อแก้วหู ธรรมชาติสร้างรูหูให้มีรูปร่างเป็นกรวย มีปากทางเข้ากว้างกว่ารูหูส่วนใน ขี้หูที่สะสมอยู่นี้ปกติจะแห้งหลุดออกมา ได้เอง โดยไม่เคลื่อนตัวเข้าไปในส่วนลึกๆ ของรูหู จึงไม่จำเป็นที่คนจะต้องแคะหูหรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดหู เพราะบ่อยครั้งอาจจะดันให้ขี้หูเข้าไปสะสมในรูหูส่วนใน หรือทำให้รูหูถลอก อักเสบ-ติดเชื้อได้ หนังหุ้มรูหูส่วนในนั้นเปราะบางมาก เวลาแหย่หูลึกๆ ถ้ากระแทกโดนจะเจ็บมาก
          หลายคนเข้าใจผิดว่า ควรต้องเช็ดรูหูให้สะอาดเสมอ หรือเช็ดหูด้วยไม้พันสำลีหลังอาบน้ำทุกครั้ง แต่จริงๆ แล้ว มีขี้หูเคลือบรูหูบ้างจะดีกว่า เพราะว่ายิ่งเช็ดหรือแคะหูมาก รูหูจะยิ่งแห้งและคันหูได้มากกว่า หลังอาบน้ำหรือสระผม ถ้าน้ำเปียกหู อาจใช้ไม้พันสำลีชนิดเนื้อแน่น ขนาดเล็ก ซับน้ำที่ปากรูหูนิดหน่อยก็พอ
          ถ้าน้ำเข้าหูเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่ออกมา - หูยังอื้ออยู่ ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีขี้หูในส่วนลึกของรูหูซึ่งอมน้ำไว้ กรณีเช่นนี้ควรให้แพทย์ หู-คอ-จมูก ตรวจทำความสะอาดหู แพทย์อาจล้างหูด้วยการฉีดน้ำ หรือใช้เครื่องดูดขี้หู แล้วแต่ความเหมาะสม
          ผู้ที่มีปัญหาขี้หูมาก หรือขี้หูแห้ง - คันหูมาก หลังจากให้แพทย์ทำความสะอาดหูแล้วอาจใช้น้ำมันพวก GLYCERINE, BABY OIL หยอดหูอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จะช่วยชะล้างรูหูให้สะอาดขึ้นได้ วิธีนี้ใช้ได้ดีกับเด็กเล็กๆ เพราะรูหูเล็ก เช็ดก็ยาก แคะก็ยาก
ถ้าคันหูบ่อยๆ สิ่งที่ควรกระทำ คือ
1. งดแคะหู หรือ ใช้ไม้พันสำลีปั่นหู
2. ให้แพทย์ทำความสะอาดหู แล้วใช้น้ำมันหยอดหูเป็นประจำ
3. ถ้าเป็นโรคผิวหนังที่รูหู เช่น Seborrheic dermatitis แพทย์จะให้ป้ายยา - หยอดยาที่มี Cortisone ผสมอยู่
ถ้าเจ็บหู รูหูอักเสบบ่อย ควรปฏิบัติเพิ่มเติมจากปัญหาคันหู คือ
1. อย่าใช้นิ่วแหย่หูเด็ดขาด เพราะขอบเล็บที่ปลายนิ้วจะทำให้รูหูถลอก ติดเชื้อ และอักเสบได้ง่าย
2. ให้แพทย์ตรวจ ทำความสะอาดหูปีละ 2-3 ครั้ง ไม่ให้ขี้หูค้างในรูหู
3. หลังว่ายน้ำทุกครั้ง ควรหยอดหูด้วย น้ำส้มสายชู (2% Acetic acid) หรือ น้ำส้มสายชูผสมแอลกอฮอล์ (1:1) ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ทั้งแบคทีเรียและ เชื้อรา
          หูอื้อหลายวันยังไม่หาย อาจจะไม่ใช่เป็นเพราะมีขี้หูก็ได้ เช่น น้ำขังในหูส่วนกลาง หรือโรคของหูส่วนใน ที่ต้องให้แพทย์ตรวจรักษาอย่างทันท่วงที
ที่มาข้อมูล: นพ.เติมศักดิ์ กุศลรักษา อ้างถึง http//.beauty.vwander.com

ขี้หู

ขี้หู 

เมื่อพูดถึง “ ขี้หู ” คนส่วนใหญ่คงคิดว่ามัน คือ ของเสีย หรือสิ่งสกปรก และสรรหาสารพัดวิธี ที่จะกำจัดขี้หูให้หมดไป เช่น การใช้ไม้แคะหู หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดออก หลายคนเพลิดเพลินกับกิจกรรมการแคะหู มีบริการนี้ในร้านตัดผมเสียด้วยซ้ำ แต่แท้ที่จริงแล้วขี้หูนั้นมีประโยชน์ การกำจัดขี้หูอย่างไม่เหมาะสม กลับกลายเป็นการสร้างปัญหา หรือก่อให้เกิดอันตรายกับหูเสียมากกว่า

"ขี้หู" เกิดขึ้นได้อย่างไร?

โดย ปกติแล้ว เซลล์ผิวหนังจะมีกระบวนการสร้างเซลล์ผิว ซึ่งจะเลื่อนขึ้นสู่ชั้นบนของผิวหนังและหลุดลอกออกไปได้เอง เซลล์บุผิวของรูหูชั้นนอกก็มีลักษณะคล้ายกับเซลล์บุผิวหนังทั่วไป แต่จะไม่หลุดลอกออกไปได้เองเหมือนเซลล์ผิวหนัง เซลล์บุผิวในรูหูจะสะสมเป็นแผ่นเป็นชั้น และเป็นองค์ประกอบสำคัญของขี้หู คิดเป็นร้อยละ 60 ของน้ำหนักทั้งหมดของขี้หู นอกจากนี้ขี้หูยังประกอบไปด้วย เอนไซม์ เพปไทด์ กรดไขมัน คอเลสเตอรอล และแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ขี้ หูถูกหลั่งออกมาตรงบริเวณใกล้ ๆ กับแก้วหู ในระยะแรกขี้หูจะมีลักษณะนุ่ม เหลว ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น ต่อมาขี้หูจะค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกมาสู่ภายนอก โดยการพัดโบกของเซลล์ขนในรูหู ผสมผสานกับการขยับเคลื่อนที่ของขากรรไกร เช่น เวลาเคี้ยวอาหาร เวลาพูด เวลาหาว ทำให้ขี้หูค่อย ๆ เคลื่อนออกมาทีละน้อย เมื่อขี้หูเคลื่อนที่ออกมาด้านนอก จะทำให้ขี้หูมีลักษณะเปลี่ยนไป โดยมีสีเข้มขึ้น เหนียวข้น และมีกลิ่น

ทำไมขี้หูของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน?

ลักษณะ ของขี้หูจะแตกต่างกันไปตามเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากความแตกต่างในองค์ประกอบของไขมัน และสีผิวของขี้หู คนผิวขาว (ชาวยุโรป-ชาวอเมริกัน) และคนผิวดำ (ชาวแอฟริกัน) จะมีขี้หูสีน้ำตาลอ่อนจนถึงเข้ม และมีลักษณะเหนียว ข้น ชื้น ขณะที่คนผิวเหลือง (ชาวเอเชีย และชาวอินเดียนแดง) จะมีขี้หูสีเทาหรือสีแทน และไม่มีลักษณะเหนียว ข้น ชื้น แต่จะเปราะและแห้ง

ประโยชน์ของขี้หู

ขี้ หูจะช่วยป้องกันอันตราย ที่อาจจะเกิดกับรูหูชั้นนอก ลักษณะข้นเหนียวของขี้หูจะช่วยเคลือบ และจับสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าไปในรูหู เช่น ฝุ่นและแมลง นอกจากนี้ ขี้หูยังมีคุณสมบัติเป็นกรด ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ ในรูหูได้

เมื่อมี การขูดขีดหรือฉีกขาดเล็กน้อยในรูหู เช่น แผลที่เกิดจากการแคะหูด้วยวัตถุแปลกปลอมต่าง ๆ ขี้หูที่เคลือบผิวของรูหูจะช่วยบรรเทา และลดการติดเชื้อที่ผิวของรูหูได้ แต่ถ้าขี้หูถูกกำจัดออกไปจนหมด ก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

ดังนั้น หากแคะหูบ่อย ๆ โปรดระวัง!!
ขี้หูอุดตัน - ติดเชื้อ - แก้วหูทะลุ

เมื่อ เราใช้ไม้พันสำลีเช็ดหู เราจะเห็นขี้หูบางส่วนติดปลายไม้พันสำลีออกมาด้วย เราอาจจะคิดว่าได้กำจัดขี้หูออกไปแล้ว แต่ความจริงแล้ว ขี้หูที่ติดมากับปลายไม้พันสำลีนั้น เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่ของขี้หูจะถูกไม้พันสำลีดันลึกเข้าไปในรูหูด้านในมากขึ้น ทำให้ขี้หูแข็งมากขึ้น และเกิดการอุดตันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ขี้หูที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จะหลั่งออกมาบริเวณระหว่างขี้หู ที่อุดตันกับแก้ว หู ซึ่งจะยิ่งทำให้ขี้หูอุดตันมากขึ้น

นอกจาก นี้ ไม้พันสำลีมักจะทำให้เซลล์ขนในรูหู ซึ่งทำหน้าที่พัดโบกขี้หูออกมาด้านนอก เสียหาย ขี้หูจึงคั่งค้างอยู่ข้างใน และสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การใช้ไม้พันสำลีปั่นรูหูแรง ๆ ยังอาจทำให้ผิวหนังในรูหูถลอกหรือเป็นแผล ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อได้ หากใช้ไม้พันสำลีสอดลึกเกินไป ก็อาจทำให้เยื่อแก้วหูบาดเจ็บหรือทะลุได้

อาการของขี้หูอุดตัน

ขี้ หูอุดตันอาจทำให้มีอาการคัน ปวด มึนงง ได้ยินเสียงแว่วในหู ไอ บ้านหมุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ขี้หูอุดตันจะส่งผลต่อการได้ยิน แพทย์อาจใช้ยาละลายขี้หู เพื่อช่วยให้ขี้หูอ่อนนุ่มลง และกำจัดได้ง่ายขึ้น

ถึง แม้จะได้ชื่อว่า “ขี้หู” แต่ก็ไม่ใช่สิ่งสกปรกที่ต้องกำจัดแต่อย่างใด เพราะอาจจะไปทำลายสภาพแวดล้อมที่ดีในรูหู การแคะหูโดยใช้วัตถุใด ๆ ก็ตามแหย่เข้าไปในรูหู อาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้แต่ปลายเล็บของเราเองก็อาจทำให้หูถลอก ติดเชื้อ และอักเสบได้ นอกจากนี้ ไม้แคะหูในร้านตัดผมชาย ก็อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคจากผู้หนึ่งไปสู่อีกผู้หนึ่งได้ ดังนั้น โดยปกติแล้วไม่จำเป็นต้องล้าง หรือทำความสะอาดภายในรูหู เพียงแต่ทำความสะอาดใบหูด้านนอกระหว่างอาบน้ำก็เพียงพอแล้ว